วันจันทร์ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2560

สรุป องค์การและการบริหารจัดการ

องค์การ (Organization)

 บทนำ



องค์การเป็นหัวใจสำคัญของการบริหาร

องค์การภาครัฐ เรียกว่าองค์การสาธารณะ ได้แก่ หน่วยราชการต่างๆ

องค์การภาคธุรกิจ เรียกว่าองค์การธุรกิจ ได้แก่ บรษัท ห้างร้าน โรงงานอุตสาหกรรม เป็นต้น 

ารบริหารองค์การภาครัฐ(รปศ.) มีทั้งเหมือนและแตกต่างจากการบริหารองค์การภาคธุรกิจเอกชน

ความเหมือนทั้งองค์การบริภาครัฐและองค์การภาคเอกชน ล้วนต่างต้องใช้องค์ความรู้และเทคนิคด้านการบริหาร


ความแตกต่าง องค์การภาครัฐ มีเป้าหมายเพื่อประโยชน์
สาธารณะ ส่วนองค์กรภาคเอกชนมีเป้าหมาย เพื่อผลประโยชน์
เฉพาะกลุ่ม (เจ้าของกิจการ)
  

องค์ประกอบสำคัญขององค์การ
Richard Hall ได้สรุปองค์ประกอบขององค์การ ไว้ 6 ประการ
.องค์การประกอบด้วยความสัมพันธ์ทางสังคมระหว่างคน

.องค์การประกอบไปด้วยพรมแดนที่แยกสมาชิกองค์การออกจากคนที่ไม่ได้เป็นสมาชิกขององค์การ

.องค์การประกอบด้วยระเบียบกฏเกณฑ์ซึ่งมีสมาชิกองค์การกลุ่มหนึ่งทำหน้าที่ดูแลให้ทุกฝ่ายปฏิบัติตามกฏเกณฑ์นั้นๆ

.องค์การมีการจัดระเบียบความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกมีการกำหนดหลักเกณฑ์ว่าใครมีอำนาจเหนือใคร หรือลำดับชั้นของอำนาจ

.ความสัมพันธ์ระหว่างคนในองค์การมีลักษณะเป็นแบบสมาคมมากกว่าแบบชุมชนการทำงานขององค์การดำเนินการไปแบบต่อเนื่องและมีจุดมุ่งหมาย

ประเภทขององค์การ


โดยทั่วไปแล้ว องค์การมี อยู่ 3 ประเภท
1.องค์การภาครัฐ หรือเรียกว่าองค์การสาธารณะ ได้แก่ 
หน่วยงานราชการต่างๆองค์การอิสระรวมถึงองค์การมหาชนมีจุดมุ่งหมายเพื่อประโยชน์ของประชาชนหรือสาธารณะ
2.องค์การธุรกิจ ได้แก่ 
บริษัท ห้างร้าน โรงงานอุตสาหกรรม มีจุดมุ่งหมายเพื่อแสวงหากำไรเพื่อประโยชน์ขององค์การ

3.องค์การสาธารณะประโยชน์ ได้แก่
องค์การที่จัดตั้งขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ด้านสาธารณะประโยชน์ด้านใดด้านหนึ่ง เช่น มูลนิธิ  องค์กรการกุศล หรือ กลุ่มเอ็นจีโอ ต่างๆ


ความหมายของการบริหารจัดการ  (Management or Administration)


• สมยศ นาวีการ :  “การบริหาร”  คือ  กระบวนการทำงานให้สำเร็จโดยใช้บุคคลอื่น รวมถึง อาจหมายถึง กระบวนการของการวางแผน การจัดองค์การ การสั้งการ การควบคุมทรัพยากร
•ธงชัย สันติวงษ์  :   การบริหาร   คือ งานของหัวหน้าหรือผู้นำที่ต้องกระทำเพื่อให้คนหมู่มากมาอยู่รวมกันและทำงานร่วมกันเพื่อวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้จนสำเร็จผลอย่างมีประสิทธิภาพ

•พะยอม วงศ์สารศรี  : การบริหาร คือกระบวนการที่ผู้จัดการใช้กลยุทธ์ต่างๆ ดำเนินกิจกรรมตามขั้นตอนต่างๆ โดยอาศัยความร่วมแรงร่วมใจของสมาชิกภายในองค์การและคำนึงถึงความสามารถ ความถนัด ความก้าวหน้าของสมาชิกด้วย 
•ศิริวรรณ  เสรีรัตน์ และคณะ : ได้อธิบายความแตกต่างของการใช้    การบริหารและการจัดการดังนี้       
  “การบริหาร”   เน้นที่การกำหนดนโยบายที่สำคัญและการกำหนดแผนใช้ในการบริหารรัฐกิจ หรือใช้ในหน่วยราชการ ส่วนใหญ่จะใช้ในการบริหารระดับสูง เป็นคำที่นิยมใช้ในการบริหารรัฐกิจ หรือใช้ในส่วนราชการ

  “การจัดการ”     จะเน้นการปฏิบัติการให้เป็นไปตามนโยบาย ซึ่งนิยมใช้ในการจัดการงานที่รับผิดชอบหรือธุรกิจ
  

     สรุปลักษณะที่สำคัญของการบริหารดังนี้

การบริหารย่อมมีเป้าหมายหรือวัตถุประสงค์
•การบริหารต้องใช้ปัจจัยต่างๆ เช่น คน งบประมาณ วัสดุสิ่งของ และวิธีการปฏิบัติงาน
•การบริหารมีลักษณะการดำเนินงานเป็นกระบวนการ (Process) คำว่ากระบวนการในที่นี้หมายถึงแนวทางของการกระทำสิ่งต่างๆ อย่างมีระบบ ซึ่งจะเกี่ยวข้องกับกิจกรรมต่างๆ และมีความเกี่ยวพันระหว่างกันเพื่อให้สำเร็จตามเป้าหมาย

ความสัมพันธ์ระหว่างองค์การกับการบริหารจัดการ

ลักษณะขององค์การ คือ
–การมีคนจำนวนหนึ่งที่สามารถสื่อสารข้อความซึ่งกันและกัน
–เป็นผู้ที่มีความเต็มใจในการช่วยก่อให้เกิดการกระทำร่วมกัน
–มุ่งให้เกิดความสำเร็จถึงวัตถุประสงค์ร่วมกันที่มีการกำหนดขึ้น

•กิจกรรมพื้นฐานขององค์การ
–การติดต่อสื่อสาร
–การสร้างการบริการที่ดี
–การกำหนดวัตถุประสงค์ หรือจุดมุ่งหมายองค์การ

•หน้าที่ผู้บริหารเกี่ยวข้องกับองค์การ
–จัดให้เกิดระบบการติดต่อสื่อสารของฝ่ายต่างๆในองค์การให้มีประสิทธิภาพ
–สนับสนุนให้เกิดความพยายามร่วมกันของฝ่ายต่างๆเพื่อให้บริการที่ดีต่อลูกค้า
– สร้างระบบกระบวนการ การกำหนดวัตถุประสงค์ที่มีประสิทธิภาพ

บทบาทและหน้าที่ของการบริหารจัดการ
Luther Gulick (ลูเธอร์ กูลิค)  เสนอ POSDCoRB ดังนี้
1. Planning - การวางแผน   หมายถึง การกำหนดเป้าหมายขององค์การว่า ควรทำงานเพื่อ  วัตถุประสงค์ใด จะดำเนินการอย่างไร

2.Organizing – การจัดองค์การ หมายถึง การกำหนดโครงสร้างที่เป็นอำนาจหน้าที่ขององค์การ

3.Staffing –      การจัดการงานบุคคล เริ่มตั้งแต่ การสรรหา การรักษา การให้ออก

4. Directing – การสั่งการ   หมายถึง การที่ผู้บริหารต้องตัดสินใจต่างๆ เช่น คำสั่งหรือคำแนะนำ ซึ่ง  ต้องอาศัยภาวะความเป็นผู้นำเพื่อการทำงานบรรลุผลสำเร็จตามเป้าหมาย  ที่กำหนด

5.Coordinating – การประสานงาน หมายถึง ผู้บริหารทำหน้าที่ในการประสานงานหน่วยงานต่างๆ ภายใน     องค์การ ซึ่งอาจเป็นเรื่องที่มีความเกี่ยวเนื่องกัน หรือเป็นเรื่องระหว่าง    หน่วยงานหลักและหน่วยงานสนับสนุน

6.Reporting – การรายงาน      หมายถึง กระบวนการและเทคนิคของการแจ้งให้ผู้บังคับบัญชาทราบถึง    ความก้าวหน้าของงานที่ได้รับมอบหมาย

7.Budgeting – การงบประมาณ   หมายถึงภารกิจเกี่ยวกับการวางแผน การทำบัญชี การควบคุมเกี่ยวกับ  การเงินและการคลัง เป็นกระบวนการหนึ่งในการติดตามควบคุม  ประเมินผลการปฏิบัติงานโดยใช้แผนการเงิน

มิติ 4 ด้านของการบริหารจัดการ

กิจกรรมสำคัญสำหรับการบริหาร ประกอบไปด้วย   4    มิติ
  1. มิติด้านการออกแบบองค์การ
  2. มิติด้านการวางแผนและการควบคุม
  3. มิติด้านกระบวนการด้านพฤติกรรม
  4. มิติด้านการตัดสินใจ

มิติที่ 1 การออกแบบองค์การ
กิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการออกแบบองค์การ มีดังนี้

– จัดระบบสายงานความรับผิดชอบ

– จัดสรรอำนาจหน้าที่ ในองค์การ

– วางระบบการติดต่อสื่อสารภายในองค์การ

ข้อสำคัญ

–  องค์การจะมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากน้องเพียงไร ขึ้นอยู่กับการออกแบบ
  
  องค์การ

–  การออกแบบองค์การที่ดี จะทำให้กิจกรรมต่างๆ ขององค์การดำเนินไปด้วยความ

  เรียบร้อย  เช่น การกำหนดหน้าที่ความรับผิดชอบของตำแหน่งต่างๆ ,  การสร้าง

  ระบบการติดต่อสื่อสารระหว่างหน่วยงานย่อย ,การพัฒนากระบวนการในการรับเรื่อง

  ราวร้องทุกข์
มิติที่ 2 การวางแผนและการควบคุม

การวางแผน ประกอบด้วย 2  กิจกรรมหลัก ได้แก่ 
  1. การกำหนดวัตถุประสงค์ขององค์การ
  2. การหาวิธีการต่างๆ มาใช้เพื่อให้องค์การบรรลุวัตถุประสงค์ที่กำหนด
ประเภทของแผนที่ใช้ในการบริหาร  ได้แก่
   
แผนกลยุทธ์ Stratigic Plan  คือ แผน ที่เกี่ยวข้องกับการกำหนด
วัตถุประสงค์ทั่วไปในระยะยาวขององค์การซึ่งจะต้องมีการทบทวนเป็นระยะเพื่อให้สอดคล้อง
กับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา
  
 แผนยุทธวิธี  Tactical Plan  คือ แผนที่มุ่งเน้นการบรรลุเป้าหมายเฉพาะด้าน เป็นแผนที่
เฉพาะเจาะจง มีระยะสั้น แต่จะสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ระยะยาว  ถุกออกแบบมาเพื่อช่วย
ให้สามารถผลักดันการบรรลุวัตถุประสงค์ขององค์การ  ซึ่งอาจจะต้องใช้หลายแผนยุทธวิธี
ก็ได้


มิติที่ 3 กระบวนการด้านพฤติกรรม
กระบวนการด้านพฤติกรรม
–เป็นกิจกรรมทางการบริหารที่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ภายในองค์การ ระหว่างฝ่ายคนงานและฝ่ายบริหาร และระหว่างฝ่ายบริหารด้วยกันเอง

– ความสัมพันธ์ในองค์การมีผลต่อประสิทธิภาพในการดำเนินงานขององค์การ

–สิ่งสำคัญในกระบวนการด้านพฤติกรรมได้แก่ ลักษณะผู้นำในองค์การ ซึ่งจะต้องคอยกำกับ ประสานงานและการจูงใจให้คนทำงานให้กับองค์การ

–กระบวนการด้านพฤติกรรมจะมีผลสำเร็จยิ่งขึ้น หากมีการติดต่อสื่อสาร ภายในระหว่างกลุ่มต่างๆ มีประสิทธิภาพ
มิติที่ 4 การตัดสินใจ

การตัดสินใจ Decistion making
–การตัดสินใจเป็นหน้าที่หลักของผู้บริหาร
–กิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการตัดสินใจ ได้แก่
•การรับรู้ถึงปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น
•สามารถระบุถึงเหตุที่เกิดขึ้นได้อย่างถูกต้อง
•หาทางเลือกที่เหมาะสมในการแก้ไขปัญหา
•ตัดสินใจเลือกทางเลือก
•ปฏิบัติตามทางเลือกนั้น

–การตัดสินใจเป็นสิ่งสำคัญ หากผู้ตัดสินใจ ตัดสินผิดพลาด ส่งจะผลเสียต่อการบริหารและการทำงานในองค์การได้

–หากตัดสินใจถูก จะทำให้การทำงานเดินไปได้สะดวก  มีประสิทธิภาพ พนักงานมีขวัญกำลังใจ องค์การจะประสบผลสำเร็จ

การติดต่อสื่อสารภายในองค์การ

ความสำคัญของการติดต่อสื่อสาร

การติดต่อสื่อสาร : เปรียบเสมือนระบบต่างๆของประสาทมนุษย์ที่เป็นตัวเชื่อมการ
สั่งการจากสมองไปยังส่วนต่างๆของร่างกาย

การติดต่อสื่อสารในองค์การ จะช่วยให้สมาชิกขององค์การคิดร่วมกัน บรรลุข้อ
ตกลงร่วมกัน และทำสิ่งต่างๆร่วมกัน

นักบริหารที่มีความสามารถสูง หากขาดการต ดต่อสื่อสารกับคนรอบข้าง คงไม่มีใคร
รับรู้คความสามารถของผู้บริหาร


ภาพรวมการติดต่อสื่อสารระดับบน-สู่-ระดับล่าง
Downward Communication


การใช้อำนาจหน้าที่ สั่งการ หรือควบคุม

- อาศัยช่องทางการติดต่อสื่อสารตามแผนภูมิขององค์การ

มีการใช้สื่อ เช่น ป้ายประกาศบอร์ด  คู่มือ การประเมินผล การประกาศนโยบาย 
สุนทรพจน์ จดหมายเวียน  การประชุม

รูปแบบการสื่อสาร  การเขียนแบบลายลักษณ์อักษรและแบบคำพูดซึ่งมีทั้งข้อดีและ
ข้อเสีย

การสื่อสารแบบแนวนอน



การติดต่อสื่อสารแบบแนวนอนหรือแนวราบ
Horizontal Communication


การติดต่อสื่อสารในระดับเดียวกัน  เช่น การติดต่อจากผู้ปฏิบัติคนหนึ่งไปยังผู้ปฏิบัติอีกคนหนึ่ง  หรือจากผู้บังคับบัญชาคนหนึ่งไปยังผู้บังคับบัญชาอีกคนหนึ่ง

  •ลักษณะเป็นการประสานงาน การสอบถาม และการปรึกษา ในรูปแบบการประชุมและการ
ส่งรายงานเวียน
จำนวนสมาชิกในแนวราบอาจมีจำนวนมากจนการแพร่ข่าวสารไม่ทั่วถึง


จุดมุ่งหมายการติดต่อสื่อสารแบบแนวนอน
Horizontal Communication


1.การประสานการมอบหมายงาน 
 เช่น เจ้าหน้าที่ฝ่ายประชาสัมพันธ์ต้องประสานงานกับฝ่ายวางแผนสื่อ การตลาด 
 ฝ่ายขายในการโปรโมทสินค้า

2.การให้ข้อมูลเกี่ยวกับแผนงานและกิจกรรมรับรู้ข้อมูลและแสดงความคิดงในแผนงาน
ร่วมกัน

3.การแก้ปัญหา  ระดมสมองแก้ปัญหาเมื่อต้องทำงานร่วมกัน

4.การสร้างความเข้าใจ   สนทนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นโดยใช้เหตและผล


กระบวนการตัดสินใจในองค์การ

การตัดสินใจ (Decision making)

แกรี เดสเลอร์ : ได้ให้คำจำกัดความของคำว่า 

การตัดสินใจ คือ กระบวนการในการพัฒนาและวิเคราะห์ทางเลือกต่างๆ และทำการ
เลือกทางเลือกหนึ่ง

ค่านิยมที่ใช้ในการตัดสินใจ

• เจมส์ แอนเดอร์สัน : แบ่งค่านิยมเป็น 5 ประเภท คือ
 1. ค่านิยมขององค์การ
การตัดสินใจที่ขึ้นอยู่กับลักษณะค่านิยมขององค์การนั้นว่าเป็นอย่างไร เช่น หน่วยราชกา
ทหาร มักจะตัดสินใจตามลำดับชั้นการบังคับบัญชา
 2. ค่านิยมในแวดวงวิชาชีพ
  ค่านิยมลักษณะวิชาชีพของผู้ตัดสินใจ  เช่น อาชีพแพทย์ จะตัดสินใจหลังจากวินิจฉัยอย่าง
รอบคอบแล้ว  นักบัญชีจะตัดสินใจตามหลักการของบัญชี หรือนักกฎหมายจะตัดสินใจภาย
ใต้กฏระเบียบกฏหมาย


แนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับภาวะผู้นำ

1. แนวคิดการศึกษาคุณลักษณะและทักษะของผู้นำ

คือ การแสวงหาคุณลักษณะของผู้นำทั้งหลายในโลกว่า มีลักษณะที่เหมือนกันประการใด 
ลักษณะที่ไม่เปลี่ยนแปลงของบุคคล ซึ่งสามารถโน้มน้าวให้ผู้อื่นทำตามในสิ่งที่ต้องการ 

2. แนวคิดการศึกษาพฤติกรรมของผู้นำ

คือ การการศึกษาที่แสวงหาพฤติกรรมที่คล้ายกันของผู้นำที่ประสบความสำเร็จทั้งหลายเช่น   
ผู้นำที่มีพฤติกรรมให้ความสำคัญกับงาน 
– ผู้นำที่มีพฤติกรรมให้ความสำคัญกับคน

การศึกษาของ นักวิชาการที่มหาวิทยาลัยแห่งรัฐโอไฮโอ
ค้นพบพฤติกรรมผู้นำ 2 แบบ คือ
แบบแรก พฤติกรรมที่มุ่งความสำเร็จงาน
แบบสอง พฤติกรรมที่มุ่งไปสู่ความสัมพันธ์ที่ดีในการทำงาน

3. แนวคิดการศึกษาภาวะผู้นำตามทฤษฏีสถานการณ์
คือแนวคิดที่ให้ความสำคัญต่อปัจจัยสถานการณ์ต่างๆ ที่กำหนดความสำเร็จของผู้นำต่างๆ 
ในองค์การ
พิทยา  บวรวัฒนา ได้ยกตัวอย่างกลุ่มทฤษฎีนี้ไว้ 5 ทฤษฏี ได้แก่
  - ทฤษฏีผู้นำแบบประชาธิปไตยและเผด็จการ
  - ทฤษฏีผู้นำแบบคำนึงถึงเป้าหมายของคนงาน
  - ทฤษฏีวงจรชีวิตกำหนดผู้นำ
  - ทฤษฎีการเพิ่มความสามารถของผู้นำในการตัดสินใจ
  - ทฤษฏีผู้นำตามสถานการณ์ของ ฟริดเลอร์

  จบการสรุปคะ^^    

นวัตกรรมใหม่ "ยาฉีดคุมกำเนิดสำหรับเพศชาย"

ยาฉีดคุมกำเนิดสำหรับเพศชาย





นักวิจัยได้พัฒนายาฉีดคุมกำเนิดสำหรับผู้ชายโดยเฉพาะ และกำลังพัฒนาให้ได้ผลดีขึ้นเพื่อลดผลข้างเคียงต่าง ๆ เช่น ความซึมเศร้าและความผิดปกติทางอารมณ์ โดยงานวิจัยนี้ได้รับการเผยแพร่ในวารสารวิชาการ Journal of Clinical Endocrinology & Metabolism แล้ว

ในขณะที่ผู้หญิงมีวิธีการคุมกำเนิดหลายวิธี ผู้ชายกลับมาทางเลือกไม่มากนักในการคุมกำเนิด เช่น การใช้ถุงยางอนามัย การทำหมัน เป็นต้น
ดังนั้น การพัฒนาทางเลือกสำหรับการคุมกำเนิดสำหรับผู้ชายจึงเป็นเรื่องจำเป็น เพราะในปี 2012 มีข้อมูลว่า การตั้งครรภ์ 40 เปอร์เซ็นต์ทั่วโลกนั้นเป็นการตั้งครรภ์แบบไม่ได้ตั้งใจ จากข้อมูลของ Guttmacher Institute
"มีการค้นพบว่า การใช้ยาคุมกำเนิดแบบฮอร์โมนสำหรับผู้ชายใช้ป้องกันการตั้งครรภ์ในคู่นอนของผู้ชายได้ การศึกษาของเราชี้ให้เห็นถึงประสิทธิภาพของยาคุมกำเนิดแบบนี้" นพ.มาริโอ ฟิลิป เรเยส แห่งองค์การอนามัยโลก หนึ่งในนักวิจัยเผย
ขั้นตอนทดสอบความปลอดภัยและประสิทธิภาพของยาคุมกำเนิดแบบฉีดนั้น ได้ทดสอบกับชายจำนวน 320 คน อายุระหว่าง 18 ถึง 45 ปี ทุกคนมีคู่สมรสเพียงแค่คนเดียว อายุระหว่าง 18 ถึง 38 ปี และแต่งงานกันมาแล้วไม่น้อยกว่า 1 ปี โดยผู้ชายทุกคนนั้นมีจำนวนสเปิร์มปกติในวันแรกของการศึกษา
จากนั้น ผู้ชายทุกคนจะได้รับการฉีดฮอร์โมนโปรเจสโตเจนที่ชื่อ norethisterone enanthate (NET-EN) ขนาด 200 มิลลิกรัม และฮอร์โมนแอนโดรเจนที่ชื่อ testosterone undecanoate (TU) ขนาด 1,000 มิลลิกรัม โดยได้มีผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพคอยฉีดยาคุมกำเนิดให้ทุก ๆ 8 สัปดาห์ เป็นเวลารวมกัน 26 สัปดาห์ เพื่อลดจำนวนสเปิร์ม อาสาสมัครจะต้องให้ตัวอย่างน้ำอสุจิเพื่อนำไปทดสอบหลังจากผ่านไปแล้ว 8 และ 12 สัปดาห์ และจากนั้นก็ให้อีกทุก 2 สัปดาห์ จนกว่าจะเข้าเกณฑ์ว่าจำนวนสเปิร์มได้ลดลงจนถึงระดับที่กำหนดไว้ ในช่วงลดสเปิร์มนี้ คู่สามีภรรยาได้รับคำแนะนำให้ใช้วิธีการคุมกำเนิดแบบไม่ใช้ฮอร์โมนวิธีอื่นร่วมไปด้วย
และเมื่อจำนวนสเปิร์มในน้ำอสุจิลดลงจนน้อยกว่า 1 ล้านตัวต่อ 1 มิลลิลิตรแล้วในการทดสอบสองครั้งติดต่อกัน คู่สามีภรรยาได้รับคำแนะนำให้เชื่อวิธีการคุมกำเนิดแบบฉีดอย่างเดียว ในช่วงนี้ ผู้ชายยังได้รับยาคุมกำเนิดแบบฉีดอยู่ทุก ๆ 8 สัปดาห์จนกว่าจะครบ 56 สัปดาห์ และให้ตัวอย่างน้ำอสุจิทุก ๆ 8 สัปดาห์เพื่อให้มั่นใจว่าจำนวนสเปิร์มยังอยู่ในระดับต่ำ และเมื่อเลิกให้ยาคุมกำเนิด นักวิจัยก็ทำการนับต่อไปว่าจำนวนสเปิร์มกลับมาเพิ่มขึ้นเร็วเพียงใด

นักวิจัยพบว่า ฮอร์โมนแบบฉีดนั้นช่วยลดสเปิร์มให้เหลือ 1 ล้านตัวต่อ 1 มิลลิลิตรภายใน 24 สัปดาห์ในผู้ชายทั้งหมด 274 คน และวิธีคุมกำเนิดแบบนี้ถือว่ามีประสิทธิภาพในกลุ่มที่ทำอย่างต่อเนื่องถึง 94 เปอร์เซ็นต์ โดยเกิดการตั้งครรภ์เพียงแค่ 4 รายเท่านั้นในการศึกษาครั้งนี้

อย่างไรก็ตาม นักวิจัยได้หยุดรับผู้เข้าร่วมการทดลองเพิ่มตั้งแต่ปี 2011 เพราะมีรายงานเรื่องผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์ โดยเฉพาะความเครียดและความผิดปกติทางด้านอารมณ์ โดยอาสาสมัครจำนวนหนึ่งเผยถึงความเจ็บปวดในบริเวณที่ฉีดยา การปวดกล้ามเนื้อ สิวมากขึ้น และมีผู้ชายถึง 20 คนที่ขอยุติการเข้าร่วมการทดลองกลางคัน
แม้จะมีผลข้างเคียงดังกล่าว แต่กว่า 75 เปอร์เซ็นต์ของผู้เข้าร่วมการทดลองก็ชี้ว่าอยากจะใช้วิธีการคุมกำเนิดวิธีนี้ต่อไปจนกว่าจะสิ้นสุดการทดลอง
ในบรรดา 1,491 ครั้งที่มีการรายงานผลกระทบในเชิงที่ไม่ดีนั้น นักวิจัยพบว่ามีถึง 39 เปอร์เซ็นต์ที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการฉีดยาคุมกำเนิดเลย ไม่ว่าจะเป็นการฆ่าตัวตายโดยไม่ได้เกี่ยวข้องกับการใช้ยา ส่วนกรณีที่เกี่ยวข้องกับการใช้ยาก็ได้แก่อาการซึมเศร้า การใช้ยาอะซีตามิโนเฟนเกิดขนาดแบบตั้งใจ และการมีการเต้นของหัวใจที่เร็วและไม่ปกติหลังจากหยุดรับยา

"เรายังต้องทำวิจัยกันต่อไปเพื่อให้ได้วิธีคุมกำเนิดที่เหมาะสมกับผู้ชายโดยทั่วไป แม้วิธีการคุมกำเนิดแบบฉีดจะมีประสิทธิภาพในการลดอัตราการตั้งครรภ์ได้ การใช้ฮอร์โมนเหล่านี้ยังคงต้องมีการศึกษากันเพิ่มเติมเพื่อให้เกิดสมดุลระหว่างประสิทธิภาพและความปลอดภัย" ดร.เฟสติน เผย

นวัตกรรมใหม่


​หุ่นยนต์อัตโนมัติแบบนิ่มตัวแรกของโลก




ทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดนำเสนอหุ่นยนต์ที่เรียกว่า "หุ่นยนต์นิ่ม" อย่างแท้จริงตัวแรก โดยจุดเด่นอยู่ที่การทำงานอัตโนมัติ ไร้สายควบคุม แถมยังไร้วงจรอิเล็กทรอนิกส์อีกด้วย

หุ่นยนต์ตัวนี้มีชื่อว่า "ออกโตบอต" (octobot) ถือว่าเป็นหุ่นยนต์อัตโนมัติรุ่นใหม่ที่เกิดจากผลงานการสร้างสรรค์ของนักวิจัยผู้เชี่ยวชาญด้านเครื่องพิมพ์สามมิติ วิศวกรรมเครื่องกลและระบบของไหลระดับไมโคร โดยงานวิจัยได้รับการเผยแพร่ในวารสารวิชาการ Nature แล้ว
"หุ่นยนต์นิ่ม" ถือว่าเป็นแนวคิดการสร้างหุ่นยนต์รูปแบบใหม่ให้ได้หุ่นยนต์ที่อ่อน แนวคิดนี้อาจจะเข้ามาเปลี่ยนวิธีการติดต่อสื่อสารระหว่างมนุษย์กับเครื่องจักรได้ แต่ที่ผ่านมา นักวิจัยยังไม่สามารถสร้างหุ่นยนต์ที่เป็น "หุ่นยนต์นิ่ม" ได้จริงๆ เพราะยังถือว่าวงจรไฟฟ้าและวงจรควบคุม เช่น แบตเตอรี่ แผงวงจร ติดอยู่ ซึ่งถือว่าเป็นของแข็ง หรือแม้แต่หุ่นยนต์แบบอ่อนที่มีออกมาก็มักจะมีสายโยงเชื่อมเข้ากับวงจรไฟฟ้าที่แข็งส่วนอื่น ๆ
นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด นำโดย โรเบิร์ต วู้ด จึงได้รวบรวมนักวิจัยที่มีความเชี่ยวชาญด้านระบบวิศวกรรมที่ออกแบบมาจากชีววิทยา มาเพื่อสร้างหุ่นยนต์แบบใหม่นี้
"วิสัยทัศน์ระยะยาวของงานวิจัยสาขาหุ่นยนต์นิ่มนี้คือการสร้างหุ่นยนต์ที่อ่อนทั้งตัว แต่ว่าการที่จะแทนที่ส่วนประกอบที่แข็งอย่างเช่นแบตเตอรี่และวงจรอิเล็กทรอนิกนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย การรวมทุกอย่างเข้าด้วยกันยิ่งเป็นเรื่องยาก" วู้ดอธิบาย
"งานวิจัยของเราบอกว่า เราสามารถผลิตองค์ประกอบพื้นฐานออกมาได้อย่างง่าย จากนั้นก็ประกอบขึ้นมาเป็นหุ่นยนต์นิ่มได้ ซึ่งหุ่นยนต์แบบนี้จะกลายเป็นรากฐานในการสร้างระบบที่ซับซ้อนต่อไปได้"
"เราใช้วิธีการประกอบแบบไฮบริด เริ่มจากการพิมพ์ชิ้นส่วนแต่ละชิ้นขึ้นมาจากเครื่องพิมพ์สามมิติ เพื่อสร้างขึ้นมาเป็นร่างกาย เป็นที่เก็บของเหลว เก็บพลังงานของหุ่นยนต์ ออกโตบอทเป็นหุ่นยนต์เราทำออกมาให้เป็นรูปเป็นร่าง เพื่อบ่งบอกว่าวิธีการออกแบบ การประกอบของเราเพื่อใส่ความอัตโนมัติเข้าไปนั้น เป็นไปได้จริง"
ทั้งนี้ ตัวหมึกนั้นเป็นแรงบันดาลใจสำหรับงานวิจัยออกแบบซอฟต์โรบอทมานานแล้ว โดยสิ่งมีชีวิตชนิดนี้มีทั้งความแข็งแรงและความคล่องแคล่ว ทั้ง ๆ ที่ไม่มีโครงสร้างกระดูกอยู่ภายในเลย

ส่วนออกโตบอทของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดนี้ใช้กำลังอัดของอากาศเป็นหลัก โดยได้รับพลังงานจากแก๊สที่มีความดัน ปฏิกิริยาภายในหุ่นยนต์จะเปลี่ยนของเหลว (hydrogen peroxide) ไปเป็นแก๊สที่มีปริมาณมากขึ้น และแก๊สก็จะไหลไปที่แขนของออกโตบอท ทำให้พองคล้ายกับหุ่นยนต์

"แหล่งพลังงานของซอฟต์โรบอทส่วนใหญ่มักทำมาจากส่วนประกอบที่แข็ง แต่สิ่งที่น่าทึ่งสำหรับ hydrogen peroxide นั้นคือว่า ปฏิกิริยาง่ายๆระหว่างสารเคมีกับตัวเร่งปฏิกิริยา ซึ่งก็คือ แพลตินัม ทำให้เราแทนที่แหล่งพลังงานที่เป็นของแข็งได้ในที่สุด"
ในการควบคุมปฏิกิริยานั้น ทีมวิจัยใช้วงจรตรรกะที่ทำจากการไหลของของเหลวระดับไมโคร วงจรนี้จะควบคุมว่าเมื่อไหร่ hydrogen peroxide จะย่อยสลายไปเป็นแก๊สในออกโตบอท
"ระบบทั้งหมดจึงถือว่าประกอบง่ายมาก ใช้วิธีการประกอบแบบ การพิมพ์หิน การปั้น และการพิมพ์แบบสามมิติ ซึ่งเราสามารถประกอบได้อย่างรวดเร็ว" ไรอัน ทรูบี้ นักวิจัยร่วมเผย
ซึ่งความง่ายในขั้นแรกนี้จะช่วยปูทางไปสู่การออกแบบระบบที่ซับซ้อนในขั้นต่อไป และทีมวิจัยที่ฮาร์วาร์ดก็หวังว่าต่อไป ออกโตบอทจะสามารถคลาน ว่ายน้ำ และมีอันตรกิริยากับสิ่งแวดล้อมได้
"งานวิจัยนี้เป็นการพิสูจน์แนวคิด เราหวังว่าวิธีการสร้างเป็นซอฟต์โรบอทของเราจะช่วยจุดประกายนักวิจัยหุ่นยนต์ นักวิทยาศาสตร์วัสดุ และนักวิจัยระดับแนวหน้าได้"

วันพุธที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2560

จากเอกสาร ให้นักศึกษา ศึกษาข้อมูลตั้งแต่หน้า 17-28 แล้วดำเนินการดังนี้


สรุปบทความ


การบริหาร หมายถึง กิจกรรมที่บุคคลตั้งแต่ 2คนขึ้นไป ร่วมมือกันใช้ศาสตร์ และศิลปะในการดำเนินการ โดยนำเอาทรัพยากรทางการบริหารมาประกอบตามกระบวนการ บริหาร เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้อย่างมีประสิทธิภาพ 

การวางแผน หมายถึง กระบวนการพิจารณาตัดสินใจล่วงหน้าว่าจะทำอะไร อย่างไร มีการกำหนดเลือกวัตถุประสงค์ และวิธีปฏิบัติเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์นั้น โดยอาศัยการวิเคราะห์ ข้อมูลจากอดีต การตัดสินใจในปัจจุบัน และทำการประเมินผลในอนาคต ทั้งนี้ต้องมีการทำอย่าง ต่อเนื่อง มีความยืดหยุ่นรองรับต่อการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ 

การจัดองค์การ หมายถึง การกำหนดโครงสร้างองค์การ เพื่อให้สิ่งของและบุคคลผู้ เข้ามาอยู่ในองค์การสามารถทำงานเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันอย่างมีประสิทธิภาพ โดยใช้กระบวนการ ต่าง ๆ ในการสนับสนุนให้การดำเนินงานสามารถประสบความสำเร็จได้ตามที่วางแผนงานไว้

การนำ หมายถึง การที่ผู้บริหารหรือผู้นำองค์การใช้ภาวะผู้นำร่วมกับการจูงใจใน การทำให้สมาชิกขององค์การทำงานของตนเองอย่างเต็มที่ เพื่อให้องค์การได้รับความสำเร็จตามที่ ได้กำหนดไว้ 
 

การควบคุม หมายถึง กระบวนการปรับปรุงทบทวนแผนงานและกิจกรรมที่ได้ กำหนดไว้เพื่อปรับเปลี่ยนแก้ไขให้เป็นไปในทิศทางที่มุ่งสู่ภารกิจหลักขององค์การที่ตั้งไว้ 


สรุป การบริหารจัดการ มี4 องค์ประกอบ คือ การวางแผน เป็นกระบวนการพิจารณา ตัดสินใจล่วงหน้าว่าจะทำอะไร อย่างไร มีการกำหนดเลือกวัตถุประสงค์ และวิธีปฏิบัติเพื่อให้บรรลุ วัตถุประสงค์นั้น โดยอาศัยการวิเคราะห์ข้อมูลจากอดีต การตัดสินใจในปัจจุบัน และท าการ ประเมินผลในอนาคต ทั้งนี้ต้องมีการทำอย่างต่อเนื่อง มีความยืดหยุ่นรองรับต่อการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ การจัดองค์การ เป็นการกำหนดโครงสร้างองค์การ เพื่อให้สิ่งของและบุคคลผู้เข้ามาอยู่ใน องค์การสามารถท างานเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันอย่างมีประสิทธิภาพ โดยใช้กระบวนการต่าง ๆ ใน การสนับสนุนให้การด าเนินงานสามารถประสบความส าเร็จได้ตามที่วางแผนงานไว้การน าคือ การที่ผู้บริหารหรือผู้น าองค์การใช้ภาวะผู้น าร่วมกับการจูงใจในการท าให้สมาชิกขององค์การ ท างานของตนเองอย่างเต็มที่ เพื่อให้องค์การได้รับความส าเร็จตามที่ได้ก าหนดไว้ การควบคุม เป็นกระบวนการปรับปรุงทบทวนแผนงานและกิจกรรมที่ได้ก าหนดไว้เพื่อปรับเปลี่ยนแก้ไขให้ เป็นไปในทิศทางที่มุ่งสู่ภารกิจหลักขององค์การที่ตั้งไว้

วิเคราะห์ข้อดีข้อเสียของแต่ละรูปแบบการบริหารจัดการ

กิจการเจ้าของคนเดียว


 ข้อดี

  1. เจ้าของมีอำนาจในการตัดสินใจเต็มที่
  2. ผลกำไรจากการทำธุรกิจ เจ้าของได้รับโดยตรงซึ่งอาจจะนำไปลงทุนเพิ่มได้เองตามความต้องการ
  3. ตัดสินใจเลิกกิจการได้ง่าย หากเห็นว่ากิจการมีแนวโน้มที่จะขาดทุน
  4. ค่าใช้จ่ายด้านการบริหารต่ำ
ข้อบังคับทางกฎหมายน้อย

ข้อเสีย

  1. ปริมาณเงินลงทุนมีจำกัดจากเงินลงทุนส่วนตัวของเจ้าของหรือการหยิบยืมจากคนรู้จัก
  2. ความรับผิดชอบต่อหนี้สินของกิจการ เจ้าหนี้สามารถตามยึดทรัพย์สินส่วนตัวของเจ้าของกิจการได้ แม้มิใช่ทรัพย์สินที่ลงทุนในกิจการ
  3. กิจการมีอายุจำกัด โดยจะคงอยู่เมื่อเจ้าของยังมีชีวิตอยู่ เมื่อเจ้าของเสียชีวิต ทรัพย์สินของกิจการก็จะถูกรวมเป็นทรัพย์สินของเจ้าของกิจการและส่งมอบให้แก่ทายาทผู้สืบทอดมรดก ซึ่งทายาทอาจไม่ดำเนินกิจการต่อ
  4. ไม่สามารถระดมทุนจากภายนอกได้เต็มที่ นอกจากการใช้เครดิตส่วนตัวของเจ้าของเท่านั้น
  5. ขาดความน่าเชื่อถือของกิจการ

ห้างหุ้นส่วน

 ข้อดี

  1. มีแหล่งเงินทุนมากกว่ากิจการเจ้าของคนเดียว
  2. สามารถใช้ความสามารถในการบริหารโดยระดมสมองร่วมกันตัดสินใจบริหารงาน
  3. การเสี่ยงน้อยลง เพราะมีผู้ร่วมเฉลี่ยภาระการเสี่ยง
  4. การจัดตั้งไม่ยุ่งยากและมีค่าใช้จ่ายในการจัดตั้งกิจการต่ำ
  5. เลิกกิจการได้ง่าย
 ข้อเสีย

  1. มีการระดมทุนในวงจำกัดเฉพาะจากผู้เป็นหุ้นส่วนเท่านั้น
  2. กำไรถูกแบ่งเฉพาะหุ้นส่วน
  3. การตัดสินใจอาจล่าช้า เพราะความคิดเห็นขัดแย้งกันในบางกรณ
  4. มีอายุจำกัด ขึ้นอยู่กับข้อตกลงของห้างหุ้นส่วนแต่ละแห่ง ถ้ามิได้ระบุเป็นอย่างอื่น ความเป็นห้างจะสิ้นสุดลงเมื่อหุ้นส่วนถอนตัว หรือมีหุ้นส่วนคนใดเสียชีวิตลง
  5. การไม่จำกัดความรับผิดชอบของหุ้นส่วน ทำให้อาจไม่กล้าเสี่ยงขยายกิจการ
บริษัทจำกัด

ข้อดี

  1. ผู้ถือหุ้นรับผิดชอบในหนี้สินของบริษัทเพียงเท่ากับเงินลงทุนที่สัญญาจะลงทุนตามมูลค่าหุ้นที่ยังชำระไม่ครบ (ผู้ถือหุ้นมีความรับผิดชอบเพียงมูลค่าที่ตนยังค้างชำระเท่านั้น)
  2. เจ้าหนี้ไม่สามารถไปยึดทรัพย์สินส่วนตัวของผู้ถือหุ้นได้
  3. ผู้ถือหุ้นสามารถขายหรือโอนหุ้นให้กับผู้อื่นได้
  4. กรณีผู้ถือหุ้นตาย ล้มละลาย หรือศาลสั่งให้ออกจากผู้ถือหุ้น บริษัทก็ยังดำเนินกิจการต่อไปได้
  5. มีความน่าเชื่อถือกว่ากิจการเจ้าของคนเดียว หรือห้างหุ้นส่วน
 ข้อเสีย
  1. ขั้นตอนการจัดตั้งยุ่งยาก
  2. ค่าใช้จ่ายในการบริหารสูง
  3. การเลิกกิจการทำได้ยาก ต้องมีการชำระบัญชีและจัดการให้ถูกต้องตามระเบียบข้อบังคับทางกฎหมาย
  4. ข้อมูลสามารถรับรู้ได้โดยง่าย เนื่องจากต้องเปิดเผยข้อมูลให้ผู้ถือหุ้นและบุคคลภายนอกทราบจึงไม่อาจรักษาความลับได้
  5. ในการดำเนินการของบริษัทจำกัด มีทั้งผู้ถือหุ้น คณะกรรมการบริษัทและพนักงาน ดังนั้นในการปฏิบัติงานอาจจะมีบางส่วนที่ขาดความตั้งใจในการทำงานเพราะไม่ได้เป็นเจ้าของกิจการเอง


เปรียบเทียบรูปแบบการบริหารจัดการทุกชนิดกับแต่ละอัน

เปรียบเทียบ
ซึ่งสามารถแบ่งออกได้ดังนี้
1. แนวคิดก่อนยุคการจัดการแบบวิทยาศาสตร์ ( Pre– Scientific Management ) ในยุคนี้เป็นยุคก่อนปี ค.ศ. 1880 ซึ่งการบริหารในยุคนี้อาศัยอำนาจหรือการบังคับให้คนงานทางานซึ่งวิธีการบังคับอาจใช้การลงโทษ การใช้แส้ การทางานในยุคนี้เปรียบเสมือนทาส คนในยุคนี้จึงต้องทางานเพราะกลัวการลงโทษ
2. แนวคิดการจัดการแบบวิทยาศาสตร์ ( Scientific Management ) แนวคิดนี้เริ่มในช่วงของการปฏิวัติอุตสาหกรรมคือประมาณปี ค.ศ 188 เป็นต้นมาจนถึงปี 1930 ในยุคนี้ได้ใช้หลักวิธีการจัดการแบบวิทยาศาสตร์มาช่วยในการบริหารการจัดการ ทาให้ระบบบริหารการจัดการแบบโบราณได้เปลี่ยนแปลงไปมาก ได้รับการยอกย่องว่าเป็นบิดาแห่งการจัดการแบบวิทยาศาสตร์หรือบิดาของวิธีการจัดการที่มีหลักเกณฑ์ โดยได้ศึกษาหาวิธีเพิ่มประสิทธิภาพการทางานของคนงานในโรงงานอุตสาหกรรมโดย Taylor ได้เข้าทางานครั้งแรก

ในโรงงานที่เพนซิลวาเนีย เมื่อปี ค.ศ.1878 ซึ่งเป็นช่วงที่เศรษฐกิจตกต่ำมากการบริหารงานขาดประสิทธิภาพ ไม่มีมาตรฐานในการประเมินผลงานของคนงาน การแบ่งงานไม่เหมาะสม การตัดสินใจขาดหลักการและเหตุผลสาหรับการศึกษาที่ใช้หลักวิทยาศาสตร์ ( The Scientific Approach ) มีส่วนประกอบสำคัญ 3ลักษณะคือ



1. มีแนวคิดที่ชัดเจน ( Clear Concept ) แนวความคิดต้องชัดเจนแน่นอนในสิ่งที่จะวิเคราะห์


2. วิธีทางวิทยาศาสตร์ ( Scientific ) สาขาพิจารณาข้อเท็จจริงได้ทางวิทยาศาสตร์หรือสังเกตได้ แล้วนำข้อมูลดังกล่าวมาทาการทดสอบความถูกต้อง ถ้าเป็นจริงก็คือหลักเกณฑ์(Principles)

3.ทฤษฎี ( Theory ) หมายถึง การจัดระบบความคิดและหลักเกณฑ์มารวมกันเพื่อได้ความรู้เรื่องใดเรื่องหนึ่ง




3. แนวคิดการจัดการยุคมนุษย์สัมพันธ์ ( Human Relation )แนวคิดมนุษย์สัมพันธ์เป็นแนวคิดที่ขัดแย้งกับแนวคิดการจัดการแบบวิทยาศาสตร์ ที่เน้นประสิทธิภาพของการทางาน และมองข้ามความสำคัญของคน เห็นว่ามนุษย์ไม่มีชีวิตจิตใจ ไม่มีความต้องการมากนัก มีพฤติกรรมที่ง่ายต่อความเข้าใจ โดยอาศัยโครงสร้างขององค์การมาเป็นตัวกำหนด และควบคุม ให้มนุษย์ทางานให้บรรลุผลสำเร็จ ซึ่งยุคมนุษย์สัมพันธ์นั้นเป็นแนวคิดที่อยู่ในช่วงระหว่างปี ค.ศ 1930 – 1950 เนื่องจากเล็งเห็นว่า การจัดการใด ๆ จะบรรลุผลสำเร็จได้นั้นจะต้องอาศัยคนเป็นหลัก ดังนั้นแนวคิดมนุษย์สัมพันธ์ จึงได้ให้ความสำคัญในเรื่องราวความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล จึงทาให้เรื่องราวของมนุษย์สัมพันธ์ ( Human Relation ) กลับมามีบทบาทสำคัญมากขึ้นนักวิชาการสำคัญที่ให้การสนับสนุนและศึกษาแนวคิดซึ่งจุดประสงค์ก็คือต้องการเข้าใจพฤติกรรมของคนในหน้าที่งานที่จัดไว้ให้ ปรากฏว่าคนทางานมิใช่ทางานเพื่อหวังผลตอบแทนด้วยตัวเงินเพียงอย่างเดียว แต่คนทางานต้องการด้านสังคมภายในกลุ่มที่เกิดขึ้นอย่างไม่เป็นทางการ ที่เป็นเรื่องของจิตใจ ตลอดจนความสัมพันธ์ทางสังคมระหว่างคนงานด้วยกัน


          การศึกษาวิจัยดังกล่าวได้ศึกษาทดลองออกเป็น 3 ประเภทใหญ่ ๆ คือ

1. การศึกษาทดลองภายในห้อง (Room Studies) ได้ทาการทดลองเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของแสงสว่างภายในห้องทางาน เพื่อสังเกตประสิทธิของการทางานว่าเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร
2. การศึกษาโดยการสัมภาษณ์ ( Interviewing Studies ) การทดลองนี้ก็เพื่อค้นหาความเปลี่ยนแปลงในการทางานเกี่ยวกับสภาวะแวดล้อมของการทางานและการบังคับบัญชา
3. การศึกษาโดยการสังเกต ( Observation Studies ) เป็นการสังเกตการทางานของคนและปัจจัย
อื่นๆจากการทดลองนี้ได้ประโยชน์หลายประการ
4. แนวคิดการจัดการยุคการบริหารสมัยใหม่ ( Modern Management )ซึ่งในขณะนี้เศรษฐกิจ และธุรกิจขยายตัวอย่างรวดเร็วความสลับซับซ้อนในการบริหารการจัดการก็มากขึ้น เพราะฉะนั้นการจัดการสมัยใหม่ จึงต้องใช้หลักทางคณิตศาสตร์มาช่วยในการตัดสินใจ ตลอดจนการจัดการเชิงระบบมาช่วย แต่อย่างไรก็ตาม ตัวอย่างเช่น คนเป็นระบบ เพราะในร่างกายของคนเรานั้นประกอบด้วย อวัยวะ ซึ่งมีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกันอย่างอัตโนมัติ ระบบจึงถือเป็น Grand Theory เป็นทฤษฎีขนาดใหญ่ เพราะมีระบบย่อยหรือสิ่งต่าง ๆ มากมาย เนื่องจากปัจจัยต่าง ๆ ขององค์การไม่ว่าภายในหรือภายนอก ล้วนแต่มีความสัมพันธ์ เกี่ยวเนื่องเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ดังนั้นการบริหารการจัดการจึงต้องปรับตัวให้มีความสมดุลอย่างเป็นระบบ เพื่อให้เกิดความสัมพันธ์กับปัจจัยต่าง ๆ ที่กล่าว จึงจะทาให้องค์การเติบโต อยู่รอด และสัมฤทธิผลตามเป้าหมาย


โครงสร้างองค์กรบริษัท



"บริษัทที่มีโครงสร้างในแนวดิ่ง"





PTTPLC Logo


"บริษัทที่มีโครงสร้างในแนวนอน"

Sri Trang Group







บริษัท โกลบอล คอนเน็คชั่นส์ จำกัด (มหาชน) | Global Connections Public Company Limited.




วันพุธที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2560

นวัตกรรมใหม่ล่าสุด

"Ice Bear" สุดยอดเครื่องปรับอากาศ นวัตกรรมทำความเย็นที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม



"เครื่องปรับอากาศ" Ice Bear  ทนวัตกรรมรักษ์โลก ที่ไม่สร้างผลกระทบต่อธรรมชาติ แถมช่วยให้เจ้าของบ้านประหยัดพลังงานได้สูงสุด แม้จะปิดแอร์ไปแล้วแต่ความเย็นก็จะยังคงสภาพนานถึง 4 ชั่วโมงสะดวกสบายจากการควบคุมได้ด้วยรีโมทในระยะไกล

บริษัท Ice Energy ได้คิดค้นสร้างเครื่องปรับอากาศ Ice Bear โดยสามารถใช้ได้ทั้งในบ้านที่อยู่อาศัย และอาคารพาณิชย์ ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยให้ประหยัดค่าใช้จ่าย รวมถึงสร้างผลกระทบต่อธรรมชาติที่น้อยกว่าเครื่องปรับอากาศแบบเดิมในปัจจุบัน ระบบ Ice Bear เป็นระบบทำความเย็นแบบธรรมชาติ ภายใต้คอนเซ็ปต์ที่ว่าน้ำแข็งเย็นสามารถทำให้อากาศเย็นได้เหมือนกัน แต่ระบบจะมีลูกเล่นอันอัจฉริยะและมีความยืดหยุ่นเพื่อตอบสนองต่อความต้องการของตลาดในปัจจุบัน



บริษัทผู้ถือครองสิทธิในการผลิตเครื่องปรับอากาศ Ice Bear ได้เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ว่า "ตัวผลิตภัณฑ์สามารถลดกำลังการใช้ไฟฟ้าได้ถึง 95 เปอร์เซ็น  นานถึง 6 ชั่วโมง ต่อวัน" ซึ่งโดยรวมแล้วทำให้ประหยัดพลังงานได้ถึงร้อยละ 40 เลยทีเดียว โดยระบบจะผลิตน้ำแข็งที่ใช้พลังงานต่ำ เพื่อสร้างความเย็นไปยังห้องภายในบ้าน และยังจะสามารถคงสภาพความเย็นนานถึง4 ชั่วโมง โดยปราศจากคอมคอมเพรสเซอร์ ซึ่งหมายความว่าเจ้าเครื่อง Ice Bear จะทำงานได้มีประสิทธิภาพมากกว่าแอร์ในปัจจุบัน พร้อมทั้งยังประหยัดพลังงานด้วย

Ice Bear  ยังได้รายงานอีกว่า การติดตั้งของมันจะตั้งอยู่ด้านนอกเหมือนกับแอร์ทั่วๆไป และยังสามารถทำงานร่วมกับระบบท่อแอร์บ้านหรือ ซึ่งมันเป็นทั้งระบบที่ฉลาดสามารถควบคุมด้วยรีโมทในระยะไกลๆเช่นเดียวกับคุณสมบัติต่างๆ ที่ช่วยให้เจ้าของบ้านรับทราบสถานะของการทำงาน